กลูต้าไธโอนแบบฉีด (ดริป) เพื่อผิวขาว: งานวิจัยว่าอย่างไร และคำเตือนจากภาครัฐ
"ดริปกลูต้า" เป็นที่นิยมมากในไทย แต่หลายคนไม่รู้ว่าหลักฐานเรื่องผิวขาวจากการฉีดมีน้อยมาก บทความนี้สรุปข้อมูลจากงานวิจัยและคำเตือนจากภาครัฐแบบตรงไปตรงมา

กลูต้าไธโอนคืออะไร
เป็น สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างเองได้ พบในเซลล์แทบทุกชนิด
มีงานวิจัยในห้องทดลองว่าอาจลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน จึงถูกนำมาใช้เพื่อ "ผิวขาว"
มี 3 รูปแบบหลัก: ทา ทาน และฉีด
หลักฐานแยกตามรูปแบบ
งานทบทวนในวารสาร Indian Journal of Dermatology, Venereology and Leprology (2016) สรุปว่า:
แบบทา: มีงานวิจัยแบบสุ่มในผู้หญิง 30 คน ใช้โลชั่นกลูต้าไธโอน 2% เทียบกับยาหลอกครึ่งหน้า 10 สัปดาห์ พบดัชนีเมลานินลดลงมากกว่า
แบบทาน: มีงานวิจัยแบบสุ่มในนักศึกษาแพทย์ไทย 60 คน นาน 4 สัปดาห์ พบดัชนีเมลานินลดลง แต่ระยะเวลาสั้นและไม่มีการติดตามผล
แบบฉีดเข้าเส้นเลือด: ยังไม่มีงานวิจัยทางคลินิกใดที่ประเมินผลเรื่องผิวขาว
ผู้เขียนแนะนำว่า แพทย์ผิวหนัง ไม่ควรใช้กลูต้าไธโอนแบบฉีดเพื่อผิวขาว จนกว่าจะมีงานวิจัยที่ดีพอแสดงว่าประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง
ความเสี่ยงของการฉีด
ฟิลิปปินส์มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์ และหน่วยงานอาหารและยาของฟิลิปปินส์ได้ออกคำเตือนต่อการใช้นอกข้อบ่งใช้เพื่อผิวขาว
ผลิตภัณฑ์ราคาถูกอาจเป็น ของปลอม เสี่ยงต่ออาการรุนแรง
ในไทย กระทรวงสาธารณสุขเคยเตือน (ปี 2559) ว่า การฉีดกลูต้าไธโอนเข้าเส้นเลือดปริมาณมาก อาจทำให้ช็อก ความดันต่ำ หายใจลำบาก และอาจเสียชีวิต และขณะนั้น กลูต้าไธโอนยังไม่มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาในประเทศไทย สำหรับใช้ในลักษณะนี้
แล้ว "ดริปวิตามินผิว" ล่ะ
การให้สารใด ๆ ทางหลอดเลือดดำเป็น หัตถการทางการแพทย์ มีความเสี่ยงเรื่องการแพ้ การติดเชื้อ และการปนเปื้อน
ควรทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยแพทย์ ในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต
ชุด "ดริปผิวขาว" ที่ขายออนไลน์หรือให้บริการนอกสถานพยาบาล เป็นสัญญาณอันตราย
ทางเลือกที่มีหลักฐานมากกว่า
สำหรับรอยดำและผิวหมองคล้ำ สิ่งที่มีหลักฐานชัดกว่าคือ ครีมกันแดด และการรักษาภาวะผิวที่ต้นเหตุโดยแพทย์ผิวหนัง
สรุป
หลักฐานเรื่องผิวขาวจากกลูต้าไธโอนแบบฉีด ยังไม่มี ขณะที่ความเสี่ยงมีจริง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
บทความนี้มีเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ใช่การโฆษณาขายยา ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์หรือยาใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร







Comments